คู่มือ JET AERATORS

 

คู่มือการใช้งาน

เครื่องเติมอากาศแบบตีใต้น้ำ (Air Jet )

**คำแนะนำ กรุณาอ่านคู่มือ ก่อนประกอบติดตั้งเครื่อง**

 

การทำงานของเครื่อง

                Jet Aerator เป็นเครื่องเติมอากาศชนิดใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเพลากลวง (Hollow Shaft) ที่มีใบพัดติดอยู่ปลายเพลา ด้วยความเร็วประมาณ 3000 รอบต่อนาที จะเกิดความดันที่แตกต่างกันที่บริเวณหัวจ่าย (Diffuser) ทำให้อากาศเหนือผิวน้ำจะถูกดูดลงไปตามรูเพลากลวง ผ่านหัวจ่าย (Diffuser) กระทบกับน้ำที่ถูกผลักด้วยความเร็วของใบพัดแตกกระจายเป็นฟอง ละเอียดเล็กๆ พุ่งลงไปในน้ำ ทำให้ฟองอากาศนี้แขวนลอยอยู่ในน้ำได้นาน ซึ่งเครื่องเติมอากาศแต่ละเครื่องมีความสามารถในการเติมออกซิเจนในสภาวะมาตรฐานได้ไม่น้อยกว่า 1.1 กก./ซม./แรงม้า

                เครื่องเติมอากาศตัวเครื่องจะยึดติดกับทุ่นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เครื่องนี้จะติดตั้งทำมุมกับผิวน้ำ และมุมนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ 30-60 องศา เพื่อให้เหมาะสมกับความตื้นลึกของน้ำ

 

รูปแบบแสดงการทำงาน

 

                เครื่องเติมอากาศตัวเครื่องจะยึดติดกับทุ่นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เครื่องนี้จะติดตั้งทำมุมกับผิวน้ำ และมุมนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ 20-23 องศา เพื่อให้เหมาะสมกับความตื้นของน้ำ ดังนี้

 

 

การติดตั้ง

การติดตั้งการใช้งานสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

                1. ติดตั้งตายตัวในกรณีที่ระดับน้ำที่จะทำการเตรียมออกซิเจนมีระดับคงที่ตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะติดตั้งโดยยึดด้านหน้า ( รูปที่1) หรือติดตั้งแบบยึดด้านข้าง (รูปที่2) และทำการปรับมุมก้มเงยตามความต้องการ

     

รูปที่1 ติดตั้งด้านหลังของเครื่อง                           รูปที่2 ติดตั้งด้านข้างของเครื่อง

 

                2. ติดตั้งบนทุ่นลอยในกรณีที่ระดับน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุ่นนี้จะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำและจะปรับตัวเองไปตามการขึ้นลงของระดับน้ำ ทำให้รักษาระดับการพ่นของออกซิเจนลงไปในน้ำเป็นไปอย่างคงที่ เครื่องจะติดตั้งอยู่บนทุ่นลอยที่ทำจาก Polyethylene มีความเหนียวแข็งแรง หล่อเป็นชิ้นเดียวกันตลอด ภายในทุ่นบรรจุด้วยโฟม (Polyethylene) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและป้องกันการจมของทุ่น ทุ่นนี้จะลอยตัวอยู่บนผิวน้ำและยึดด้วยเสาที่ท้ายทุ่น (รูปที่3) หรือยึดด้วยสลิงให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ (รูปที่4) จากนั้นให้ปรับมุมก้มเงยตามความต้องการ

      

 รูปที่3                                                                                         รูปที่4        

 

                3. การต่อไฟฟ้าเข้าเครื่อง

มอเตอร์ที่ใช้เป็นแบบ 3 สาย ใช้ได้ทั้งไฟ 220V และไฟ 380V โดยต่อไฟดังนี้

วิธีที่ 1. สำหรับไฟ 220V 3สาย ให้ต่อแบบ Delta (รูปที่5)


รูปที่
5

วิธีที่ 2. สำหรับไฟ 380V 3สาย ให้ต่อแบบ Y (รูปที่6)

รูปที่6

 

                การต่อไฟฟ้าเข้ากับมอเตอร์ ต้องผ่านตู้ควบคุมไฟฟ้า ที่มีระบบ Overload Protection เพื่อป้องกันมอเตอร์เกิดการเสียหายจากการใช้กระแสไฟฟ้าเกิน หรือลัดวงจร

                ให้ต่อสายเข้ามอเตอร์โดยมอเตอร์ต้องหมุนถูกต้องตามทิศทางการหมุนของใบพัด การตรวจสอบทิศทางการหมุนนี้ต้องกระทำโดยใบพัดต้องจมอยู่ใต้น้ำ เพราะบูชที่ปลายเพลาต้องการน้ำเป็นตัวหล่อลื่น (รูปที่7)

รูปที่7

 

ห้าม ทดลองหรือเดินเครื่องโดยใบพัดพ้นน้ำเป็นอันขาด บูชที่ปลายเพลาจะเสียหายทันที (รูปที่8)

รูปที่8

 

ต้อง แน่ใจว่า รูสำหรับให้น้ำเข้าไปหล่อลื่นที่บูชใบพัด ต้องจมอยู่ใต้น้ำ (รูปที่9)

รูปที่9

 

การใช้งานและการดูแลรักษา

                ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนก็มีเพียงเพลากับใบพัด ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงโดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาน้อยมากในการดูแล แต่อย่างไรก็ดี ควรปฎิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

                ขั้นแรก ให้สังเกตการณ์ทำงานของเครื่องว่าเดินเรียบ ไม่มีการสั่นสะเทือนที่ตัวเครื่อง ถ้าเป็นเครื่องที่ติดตั้งตายตัวให้สังเกต โดยใช้มือสัมผัสกับขายึดเครื่อง และถ้าเป็นเครื่องที่ติดอยู่บนทุ่นลอยตัวให้สังเกตดูได้จากน้ำที่อยู่รอบข้างทุ่นว่ากระเพื่อมมากน้อยเพียงใด

                ถ้าเครื่องเดินไม่เรียบ มีการสั่นมาก อาจจะมีเศษขยะไปติดพันใบพัดหรือเพลา ให้ทำการแก้ไขถ้าไม่หายให้ตรวจสอบดูว่ายอยห์คดหรือไม่ ซึ่งปกติจะไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะเป็นยอยห์สปริง แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ไม่เข้าใจในการถอดประกอบ โดยการโยกเพลาไปมามากเกินมุมกำหนดที่ยอยห์จะรับได้ ทำให้เพลาและยอยห์ ไม่ต่อเป็นแนวตรงเดียวกัน ทำให้มีอาการสั่นเมื่อเดินเครื่อง ในกรณีเช่นนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเพลาทั้งเส้น

                7วันหลังจากติดตั้ง

                เมื่อติดตั้งเครื่องใหม่ๆ และใช้งานไปประมาณ 7 วัน ให้ตรวจขันน๊อตสกรูต่างๆ ว่าขันเข้าที่ทุกตัว หลังจากนั้นแล้วให้ตรวจสอบทุกๆ 6 เดือน

                ทุกๆ 6 เดือน

                ให้หยุดเครื่องและตรวจสอบสภาพการใช้งานทั่วไป

                1. ใช้มือหมุนใบพัดดูว่าหมุนไปได้คล่อง ไม่มีการติดขัดของลูกปืนมอเตอร์

                2. ใช้มือโยกใบพัดดูว่าเพลาไม่คลอนกับตัวบูชมากนัก ปกติตัวช่องว่างระหว่างเพลากับปลอกบูช จะอยู่ระหว่าง 0.5-1.5 มม.(รูปที่10) การใช้งานปกติโดยทั่วไป บูชนี้จะเสียหายต้องใช้เวลาเป็นปี แต่ในกรณีที่น้ำมีทรายปนมากๆ หรือมีวัตถุอื่นเจือปนที่มีลักษณะแข็งเหมือนผงขัด ก็จะทำให้บูชสึกหรอเร็วกว่าปกติ

รูปที่10

                3. ถ้ามีช่องว่างระหว่างปลอกเพลากับบูชมากเกินไป จะทำให้เครื่องเดินไม่เรียบ เพลาแกว่งและทำให้ลูกปืนมอเตอร์เสียเร็วกว่าปกติ และกินไฟฟ้า ให้ทำการเปลี่ยนปลอกเพลากับบูชใหม่ (ดูวิธีการถอดประกอบ)

                4. ตรวจสอบขันสกรูทุกตัวให้เข้าที่

                ทุกๆ 1 ปี

                ให้หยุดเครื่อง และถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกเพื่อตรวจสอบสภาพการใช้งาน เปลี่ยนชิ้นส่วนที่จำเป็นตรวจสอบลูกปืนมอเตอร์ เปลี่ยนหรืออัดจารบีตามความเหมาะสม (ดูวิธีการถอดประกอบ)

 

ปัญหาและการแก้ไข

 

การถอดประกอบ

                เมื่อปลดสายไฟฟ้า และเครื่องออกจากฐานติดตั้งแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ การทำผิดขั้นตอนอาจจะก่อให้เกิดการเสียหายต่อชิ้นส่วนได้

การถอดตัวเครื่อง

1. เช็คเครื่องให้แห้งแล้วตั้งลงบนพื้นโดยให้ตัวมอเตอร์อยู่ด้านล่างและปลายใบพัดชี้ขึ้นด้านบน

2. คลายการ์ดใบพัดให้หลวม และรูดการ์ดลงมาด้านล่าง ให้ใบพัดไม่มีสิ่งกีดขวาง เพื่อสะดวกในการถอด (ดูรูปที่11)

3. ใช้ไขควงสอดเข้าที่รูอากาศที่เสื้อเครื่อง และร้อยทะลุผ่านช่องว่างกลมๆ ที่ยอยห์ออกไปอีกข้างหนึ่งเพื่อขวางไว้ไม่ให้เพลาหมุน (ใช้มือช่วยหมุ่นใบพัดขณะดูช่องว่างที่ยอยห์ ดูรูปที่11)

4. คลายน๊อตล็อคปลายใบพัดออก โดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา

5. คลายใบพัดออกโดยหมุนทวนเข็มนาฬิกา

6. ดึงการ์ดออกจากเสื้อเพลา

7. คลายน๊อตที่ยึดเสื้อกับมอเตอร์ออก

8. ดึงเสื้อออกจากมอเตอร์

9. ถอดปลอกรองปลายเพลาออก

10. คลายสกรูตัวหนอนที่ยอยห์ออก

11. ใช้เครื่องมือถอดยอยห์ดันยอยห์ออกมาจากเพลามอเตอร์ และถอดลิ่มออก (ดูรูปที่12)

        

           รูปที่11                                                                     รูปที่12                      

 

 

 

 

 

 

Visitors: 8,182